ขี้ลืมเป็นที่ 1 สมาธิสั้นเป็นที่ 2 ลองมาแก้ด้วย น้ำมันตับปลา

อัพเดตเมื่อ: 15 มี.ค. 2019





น้ำมันปลา (Fish oil) ไม่ใช่น้ำมันตับปลา (Fish liver oil) เป็นไขมันที่มาจากส่วนมันๆของปลา ซึ่งปัจจุบันเราสามารถหากินได้ง่ายจากผลิตภัณฑ์เสริมอาหารยี่ห้อต่างๆ


น้ำมันปลาอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 หรืออาจถูกเรียกว่า ω-3 fatty acids หรือ n-3 fatty acids ซึ่งเป็นห่วงโซ polyunsaturated fatty acids หรือ PUFA แบบยาว โดยปกติร่างกายสามารถสร้างไขมันได้ด้วยตัวเอง แต่ไม่ใช่กับโอเมก้า 3 ซึ้่งต้องรับจากภายนอก


น้ำมันปลามีสารโอเมก้าสำคับ 2 อย่างคือ Docosahexaenoic acid (DHA) และ Eicosapentaenoic acid (EPA) บางครั้ง DHA และ EPA ถูกเรียกว่า โอเมก้าทะเล (Marine Omega-3s) เพราะส่วนใหญ่จะอยู่ในปลาทะเล ปลาที่มีโอเมก้า 3 ที่หากินได้ง่ายคือ ปลาซาลมอน ปลาแฮร์ริ่ง ปลาเนื้อขาว ปลาซาร์ดีน และ ปลากะตัก


TOP 13 ประโยชน์จากน้ำมันปลา


1. โรคสมาธิสั้น Attention Deficit Hyperactivity Disorder (ADHD)


จากการทดลองในเด็กอายุ 6 - 12 ปี ที่มีอาการของโรคสมาชิคสั้นและเคยบำบัดด้วย เมธิลเฟนิเดท (Methylphenidate) และการรักษาแบบปกติมานานกว่า 6 เดือน และผู้ปกครองได้รายงานอาการไม่ดีขึ้น นักทดลองได้ให้ยากับเด็กโดยการสุ่ม โดยยาที่ให้มี โอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 หรือ ยาปลอม ผลการทดลองเชิงสถิติออกมาว่า เด็กที่ได้รับโอเมก้า 3 และ โอเมก้า 6 นั้นมีความกระวนกระวาย ความกว้าวร้าว ที่ลดลง และมีผลการเรียนที่ดีขึ้น และมีอีกหนึ่งการทดลองที่เพิ่ง โอเมก้า 3 ที่มี DHA สูง ให้กับเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น ผลการทดสอบนั้นทำให้เด็กเรียนรู้ได้ดีขึ้น ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าน้ำมันปลามีผลดีต่อสมอง ซึ่งเป็นไปได้เพราะกว่า 60 % ของสมองประกอบด้วยไขมัน


2. โรคอัลไซเมอร์


ไม่ใช่ว่ากรดไขมันจำเป็นที่สำคัญสำหรับการทำงานของสมองที่พบในน้ำมันปลาสามารถชะลอการรับรู้ความรู้สึกช้าได้เพียงอย่างเดียว แต่สามารถช่วยป้องกันการฝ่อของสมองในผู้สูงอายุได้อีกด้วย จากการทดลองค้นพบว่า หากรับประทานน้ำมันปลาที่มีโอเมก้า 3 ติดต่อกันนาน 4 - 17 เดือน ทำให้อาการตอบสนองช้าและอัลไซเมอร์ลดลง


3. ความเคลียด


ในยุโรปปี 2013 นิติยสาร Neuroscience ได้พีพิมพ์ผลการศึกษาว่าการบริโภคน้ำมันปลานั้นช่วยลดความเครียดและความรู้สึกกดดันในหนู การศึกษานี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้สมองลดความกดดันและสามารถพัฒนาได้อย่างต่อเนื่อง


4. โรคไขข้อ

กว่า 18 เดือนที่มีการศึกษาเกี่ยวกับการรักษาโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โดยศึกษาระหว่างน้ำมันเมล็ด Borage ที่อุดมไปด้วย GLA และน้ำมันปลาที่มี GLA ปานกลาง โดยการศึกษาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มแรกรับประทานน้ำมันปลา กลุ่มที่สองรัปประทานน้ำมันเมล็ด Borage และกลุ่มที่สามรับประทานทั้งสองอย่าง ผลการทดลองได้แสดงให้เห็นว่าสามารถลดการเกิดโรคไขข้อได้ และเมื่อรับประทานติดต่อกัน 9 เดือน การรับประทานทั้ง 3 แบบสามารถช่วยเรื่องไขข้อได้เมื่อกัน


5. มะเร็ง


การศึกษาทางวิทยาศาสตร์ได้พบว่าน้ำมันปลาสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งต่างๆ เช่นมะเร็งลำไส้ มะเร็งเต้านา และมะเร็งต่อมลูกหมาก การรับประทานน้ำมันปลายังช่วยให้ยารักษาโรคมะเร็งมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย เนื่องด้วยอุดมไปด้วยโอเมก้า 3 PUFA ที่ช่วยในการต้านทานการอักเสบและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน


6. โรคหัวใจและหลอดเลือด


การศึกษามากมายได้ค้นพบว่า โอเมก้า 3 จากน้ำมันปลาได้ช่วยให้การเกิดโรคหัวใจนั้นลดลงและในนิตยสารทางการแพทย์ Circulation ได้ตีพิมพ์ผลการรับประทานน้ำมันปลาจำนวนมากของผู้คนว่าช่วยในการไหลเวียนของเลือดและลดอัตราการเกิดโรคหัวใจ


7. ความหดหู่


เราได้ทราบกันไปแล้วว่าน้ำมันปลาสามารถลดความกดดันหรือหดหู่ในหนูได้ ในนิตยสาร Nutritional Neuroscience ได้ตีพิมพ์บบทพิสูตร์ว่าการรับประทานน้ำมันปลาสามารถลดความหดหู่ในมนุษย์ได้ถึง 40 % และยังเสริมสร้างกรดอมิโนและโภชนาการที่สมองต้องการได้อีกด้วย


8.โรคเบาหวาน


การศึกษาที่ถูกตีพิมพ์ใน Brain Research แสดงให้เห็นว่าน้ำมันปลาดีต่อผู้เป็นโรคเบาหวาน นักค้นคว้าได้พบว่าน้ำมันปลาสามารถช่วยลดความเสี่ยงการเป็นเบาหวานและสมองเสื่อม เพราะมันช่วย เซลล์ Hippocampus จากการถูกทำลาย การศึกษายังแสดงให้เห็นว่าน้ำมันปลาช่วยลด oxidative stress ซึ่งทำหน้าที่หลักในการพัฒนาภาวะแทรกซ้อนโรคเบาหวาน ทั้งใน microvascular และหัวใจและหลอดเลือด


และยังมีอีกการศึกษาที่พบว่าไขมันปลาสามารถลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนในตาของเบาหวาน นักทดลองได้ทดสอบการบริโภคอาหารทะเลกับกลุ่มคนทั้งขายและหญิงที่เป็นเบาหวานทั้ง 3600 คน ช่วงอายุระหว่าง 55 - 80 ปีเป็นเวลาเกือบ 5 ปี นักทดลองได้พบว่าคนที่รับประทานโอเมก้า 3 ปริมาน 500 มิลลิกรัมทุกวัน (ซึ่งเท่ากับรัลประทานกรดไขมันปลา 2 ครั้งต่อสัปดาห์) ช่วยลดการพัฒนาการเป็นเบาหวานลง 48% กว่าคนที่รับประทานน้อยกว่า


9. โรคตา


น้ำมันปลาช่วยชะลอโรคที่เกี่ยวกับดวงตา เมื่อมีนาคม 2014 นักวิจัยห์ชาวฝรั่งเศษได้ทดลองกับคนไข้ที่เป็น Age-related Macular Degeneration (AMD) จำนวน 290 คน และพวกเขาได้ค้นพบว่าการรับประทานน้ำมันปลาและอาหารทะเลช่วยลด AMD ในคนไข้ได้ เนื่องจาก EPA และ DHA ปริมานสูงในน้ำมันปลา


10. ระบบภูมิคุ้มกัน


การศึกษาสัตว์ได้พบว่า Antioxidant Astaxanthin ได้รวมกับน้ำมันปลา ได้เพิ่มภูมิคุ้มกันเสริมหลายเท่า นักวิจัยเชื่อว่าการศึกษานี้สามารถนำมาใช้กับสุขภาพมนุษย์ได้ พวกเขาสรุปได้ว่าการรับประทานปลาเป็นประจำช่วยเสริมสร้างสุขภาพร่างกาย


11. ผมและผิวหนัง


น้ำมันปลานั้นดีต่อสุขภาพทั้งอวัยวะภายในและผิวหนัง ไขมันนี้ช่วยเสริมสุขภาพและความงามของผิวหนังมนุษย์ น้ำมันปลามีประโยชน์และบำรุงผิวด้วยไขมันที่ละลายวิตามินที่ช่วยทำให้ผิวหนังคงความเนียนและยืดหยุ่น และยังมีข้อพิสูตรที่ว่าน้ำมันปลาป้องกันริ้วรอยและลดกันเหี่ยวย่น


การขาด EPA และ DHA ทำให้เกิดในผิวทำให้เกิด รังแค เส้นผมบาง กลาก โรคสะเก็ดเงิน และจุดด่างดำจากอายุและแสงแดด การขาดกรดไขมันที่จำเป็นทำให้ความชุมชื่นออกจากผิว


การศึกษาชิ้นหนึ่งได้ค้นพบว่า การรับประทานน้ำมันปลาซึ่งเท่ากับ 1.8 กรัมของ EPA เป็นเวลา 12 สัปดาห์ช่วยลดอาการเกิดโรคกลากได้อย่างเห็นได้ชัด นักวิจัยเชื่อว่านี่อาจเป็นผลจากการกินน้ำมันปลาที่มีความสามารถลด Leukotriene B4 วึ่งทำให้เกิดการอักเสบและเกิดกลาก


12. ภาวะเจริญพันธุ์และการตั้งครรภ์


การศึกษาเมื่อไม่นานนี้ได้แสดงให้เห็นว่าการรับประทานน้ำมันปลา (หรือ โอเมก้า 3) สามารถเพิ่มภาวะการเจริญพันธุ์ทั้งในผู้ชายและผู้หญิง DHA มีส่วนช่วยให้อสุจิเคลื่อนที่ได้ดีและมีสุขภาพแข็งแรง การที่มี DHA ในเลือดน้อยทำให้ภาวะการเจริญพันธุ์ลดลงเช่นกัน การศึกษาในสัตว์ทดลองพบว่า DHA ในปลามีความสำคัญต่อการเปลี่ยนสเปิร์มหัวกลมที่ผิดปกติให้กลายเป็นนักว่ายน้ำที่แข็งแรงพร้อมกับหัวรูปกรวยที่เต็มไปด้วยโปรตีนที่มีการเปิดไข่


น้ำมันปลาได้แสดงให้เห็นว่าภาวะการเจริญพันธุ์ในผู้หญิงได้เพิ่มขึ้นโดยลดการอักเสบ ปรับสมดุลฮอร์โมน และ ทำให้ประจำเดือนมาปกติ ยังพบอีกว่าน้ำมันปลาพบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาสภาพเช่นโรคมะเร็งรังไข่ polycystic และ endometriosis ซึ่งอาจทำให้เกิดภาวะมีบุตรยาก

น้ำมันปลายังมีประโยชน์อย่างมากกับสตรีมีครรภ์และเด็ก ตลอดช่วงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้หญิงต้องการโอเมก้า 3 มากกว่าช่วงปกติ ตามข้อมูลของ American Pregnancy Association ผู้หญิงชาวอเมริกันส่วนใหญ่ขาดแคลน EPA โดยเฉพาะ DHA ช่วงก่อนตั้งครรภ์ และยิ่งลดลงช่วงตั้งครรภ์ เพราะรกจะนำ DHA ในเนื้อเยื้อของมารดาสู่ทารก โอเมก้า 3 DHA เป็นสิ่งสำคัญในการเสริมสร้างสมองเด็กในครรภ์มารดา ดวงตา และระบบประสาท เมื่อทารกคลอด Omega-3s ยังสำคัญต่อการพัฒนาสมองและระบบภูมิคุ้มกัน


กรดไขมันโอเมก้า 3 ยังช่วยลดโอกาสคลอดก่อนกำหนด การรับประทาน EPA และ DHA ช่วยในการคลอดบุตรที่แข็งแรง สารทั้งสองตัวยังช่วยให้อารมณ์ของมารดาหลังคลิดบุตรดีขึ้นด้วย


13. ลดน้ำหนัก


นักวิจัยชายออสเตรเลียได้ตีพิมพ์ผลการศึกษาผลของน้ำมันปลากับการลดน้ำหนักควบคู่ไปกับการควบคุมอาหารและการออกกำลังกายในเดือน พฤษภาคม 2007 ในนิติยสาร American Journal of Clinical Nutrition การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การรับประทานผลิตภัณฑ์เสริมอาหารน้ำมันปลาควบคู่ไปกับการออกกำลังกายเป็นประจำทำให้ลดไขมันในร่างกายและยังทำให้หัวใจแข็งแรงและการเผาผลาญดี กลุ่มผลิตภัณฑ์เสริมอาหารประเภทปลายังทำให้ไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerides )ลดลงและเพิ่ม HDL cholesterol และเพิ่มการไหลเวียนของเลือด


อ้างอิง

1. https://draxe.com/fish-oil-benefits-health/



  • ร้านยา ศิริเวช