34 วิตามินและสารอาหารสำหรับเด็กกำลังโต

อัพเดตเมื่อ: 14 มี.ค. 2019


การเลือกวิตามินและสารอาหารสำหรับเด็กวัยเรียน         โดยทั่วไปเซลล์สมองของทารกเริ่มถือกำเนิดขึ้นภายหลังจากการปฏิสนธิของตัวอ่อนในช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของการตั้งครรภ์ และการพัฒนาของเซลล์สมองนี้จะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเวลา 3 ขวบแรกของชีวิต เด็กแรกเกิดจะมีขนาดของสมองประมาณ 1 ใน 4 ของผู้ใหญ่ และเมื่อเด็กอายุ 2 ขวบ สมองของเขาก็จะเติบโตขึ้นจนมีขนาดประมาณ 3 ใน 4 ของผู้ใหญ่ในขณะที่การเจริญเติบโตของขนาดของสมองในเด็กทุกคนจะมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน แต่ความเฉลียวฉลาดของเด็กแต่ละคนจะแตกต่างกันออกไป ซึ่งเราไม่สามารถประมาณการหรือกำหนดได้ ทั้งนี้ความเฉลียวฉลาด หรือความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก จะขึ้นอยู่กับ “พันธุกรรม” “สภาพแวดล้อม” และ “ประสบการณ์ที่พ่อ แม่ ตระเตรียมให้แก่ลูกน้อยในช่วงเวลา 3 ขวบแรกของชีวิต” วิธีการเสริมสร้างความพร้อมอย่างเต็มที่ให้กับลูก         เด็กๆ โดยส่วนมากไม่ได้อาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อพัฒนาการของเขาอย่างเต็มที่เท่าใดนัก เนื่องจากพ่อแม่ส่วนใหญ่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ เช่น ปล่อยให้ลูกนั่งดูโทรทัศน์ทุกวัน วันละหลายๆชั่วโมง เล่นของเล่นที่ไม่ได้มีประโยชน์ในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ได้ฝึกให้เด็กรักการอ่าน หรือการเขียนหนังสือ เป็นต้นเพื่อที่จะให้ลูกได้มีพัฒนาการทางสติปัญญาเต็มศักยภาพของเขา เด็กๆ จึงควรที่จะมีโอกาสได้รับสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้

+ ได้รับความรักและเอาใจใส่จากผู้ใหญ่อย่างสม่ำเสมอ + เมื่อเด็กพยายามจะสื่อสารด้วย พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องให้ความสนใจ และพูดคุยโต้ตอบกับเขาอย่างเป็นมิตร + พ่อ แม่ หรือพี่เลี้ยงควรหลีกเลี่ยงการแสดงอาการเกรี้ยวกราด หรือทำร้ายร่างกายเด็ก + พ่อ แม่ควรใส่ใจในกิจกรรมต่างๆ ในชีวิตประจำวันของเด็ก + เด็กจะต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย และควรได้มีโอกาสใกล้ชิดกับผู้ใหญ่เสมอ + เด็กควรมีของเล่นที่เหมาะสมกับพัฒนาการตามวัยของเขา โดยอาจศึกษาจากหนังสือแนะนำการเลี้ยงลูกทั่วไป + เด็กควรมีโอกาสไปนอกบ้านและได้พบเจอสภาพแวดล้อมแปลกใหม่ + เด็กควรที่จะมีคนคอยอ่านหนังสือให้เขาฟัง โดยเริ่มได้ตั้งแต่วัยทารก และเมื่อเขาอายุได้ 6 เดือน ควรจะมีคนคอยอ่านหนังสือให้ฟังอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้งปัญหาที่พบบ่อยในเด็กวัยเรียน

ลูกสูงไม่ทันเพื่อน


  พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนใฝ่ฝันที่จะเห็นลูกหลานเติบโตเป็นเด็กที่มีคุณภาพและมีบุคลิกภาพที่โดดเด่นทัดเทียมคนอื่น แต่ก็ยังมีพ่อแม่อีกหลายคนที่มักจะเกิดคำถามขึ้นในใจว่า “ทำไมลูกหลานเราถึงเตี้ยกว่าเพื่อนในชั้นเดียวกันแล้วทำอย่างไรถึงจะสูงทันเพื่อน”  เราสามารถประเมินคร่าวๆ ได้ว่าลูกจะเจริญเติบโตสูงได้เท่าไหร่ได้ด้วยการคำนวณจากความสูงของพ่อและแม่ “โดยที่นำความสูงของพ่อและแม่มาบวกกันและบวกด้วย 13 แล้วนำผลบวกนั้นมาหารด้วย 2 ถ้าเป็นลูกชายแต่ถ้าเป็นลูกสาวให้ลบด้วย 13 แล้วหารด้วย 2 ก็จะได้ตัวเลขความสูงของลูกอย่างคร่าวๆ เมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่” แต่ตัวเลขที่คำนวณได้นี้อาจจะคลาดเคลื่อนได้ประมาณ 10 เซนติเมตร สาเหตุที่เด็กตัวเตี้ย

  ปัจจัยแรก คือ กรรมพันธุ์ ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยาก ลูกที่เกิดจากพ่อ แม่ตัวเล็ก เด็กก็มักจะตัวเล็กตามไปด้วย ตรงกันข้ามกับเด็กที่มีพ่อแม่ตัวสูง ถึงแม้จะขาดการบำรุงดูแลไปบ้าง แต่เด็กก็ยังสูงได้ ปัจจัยที่ 2 คือ โภชนาการ รับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ ทำให้ได้พลังงานตามความต้องการของเด็ก จะส่งผลให้เด็กมีการเจริญเติบโตที่สมวัย ปัจจัยที่ 3 คือ ฮอร์โมน ซึ่งฮอร์โมนเป็นสารที่ร่างกายผลิตขึ้นจากต่อมไร้ท่อต่างๆ และจะถูกปล่อยออกมาในกระแสเลือดไปมีผลต่อร่างกายทั่วไป โดยฮอร์โมนที่มีผลทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตสมวัยได้แก่ ฮอร์โมนเพื่อการเจริญเติบโตหรือโกรทฮอร์โมน ที่ช่วยให้เด็กเข้าสู่วัยหนุ่มสาวในเวลาที่เหมาะสม ไม่เร็วเกินไปและไม่ช้าเกินไป  ปัจจัยที่ 4  คือ สิ่งแวดล้อม เช่น การออกกำลังกายที่เหมาะสม จะช่วย ส่งเสริมให้มีการหลั่งของฮอร์โมนเจริญเติบโตได้ดี คือ การออกกำลังกายที่มีการลงน้ำหนักที่เท้าไม่ว่าจะเป็นการกระโดดเชือก บาสเก็ตบอล วอลเล่ย์บอล วิ่ง ฟุตบอลแบดมินตัน และแอโรบิค รวมถึงการนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอก็จะยิ่งส่งเสริมให้เด็กมีการเจริญเติบโตได้ดี ซึ่งวัยเด็กนี้ควรได้นอนหลับพักผ่อนอย่างน้อยวันละ 8-10 ชั่วโมง

โรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น

โรคอ้วนในเด็กเป็นปัญหาที่ยังไม่ได้รับการใส่ใจกันมากนัก เนื่องจากเด็กอ้วนจะถูกมองว่าน่ารักสมบูรณ์ดี แต่ปัจจุบันนี้กว่า 25% ของเด็กจะเป็นเด็กอ้วนและ มักจะมีปัญหาด้านจิตใจและสุขภาพร่างกายตามมาในภายหลัง สาเหตุส่งเสริมความอ้วนในเด็กและวัยรุ่นสมัยนี้มาจาก อาหารปัจจุบันที่ประกอบด้วยอาหารที่ให้พลังงานมากเป็นส่วนใหญ่ เด็กและวัยรุ่นนิยมบริโภคเครื่องดื่มที่มีแคลอรีมาก เช่น น้ำอัดลมน้ำหวาน น้ำผลไม้กระป๋อง

เด็กและวัยรุ่นส่วนใหญ่ใช้เวลาว่างในการดูโทรทัศน์ เล่นวีดีโอเกมส์ และเล่นคอมพิวเตอร์ มากกว่าที่จะออกกำลังกาย ผลกระทบและโรคแทรกซ้อนที่เกิดในเด็กและวัยรุ่นที่อ้วนที่สำคัญมีดังนี้ ผลกระทบทางด้านจิตใจและสังคม เด็กที่อ้วนมีปริมาณไขมันสะสมในร่างกายมากมักจะเป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วกว่าเด็กในวัยเดียวกัน ผลกระทบและโรคแทรกซ้อนทางร่างกาย


• โครงสร้างทางร่างกาย                     เด็กและวัยรุ่นที่อ้วนพบมีความผิดปกติของกระดูกและข้อได้ 50-70% คือ ขาโก่งการเลื่อนหลุดของหัวกระดูก-ต้นขาเท้าแบน (ส่วนโค้งของฝ่าเท้าหายไป) ทำให้เดินลำบากมีท่าเดินที่ผิดปกติ ปวดขา ปวดสะโพก แก้ไขโดยการลดน้ำหนักและใช้อุปกรณ์ช่วยเดิน

• การเจริญเติบโตเข้าสู่วัยหนุ่มสาวเร็วกว่าปกติ                      ปัจจัยหนึ่งทางการแพทย์เชื่อว่าอาจเป็นสาเหตุได้ คือความผิดปกติของสารที่เรียกว่า “เลปติน (Leptin)” ปกติสารนี้จะสร้างมาจากเซลล์ไขมัน ถ้ามีเซลล์ไขมันมากก็จะพบว่า เซลล์ไขมันเหล่านี้จะสร้างสารเลปตินออกมามากตามมา สารเลปตินนี้ จะมีผลต่อการทำงานของต่อมที่ควบคุมการสร้างฮอร์โมนที่ทำให้เด็กเป็นหนุ่มสาว ดังนั้นในเด็กที่อ้วนจะมีเลปตินอยู่มาก ก็ยิ่งจะไปกระตุ้นให้เป็นหนุ่มสาวเร็วขึ้น

• โรคเบาหวานหรือความผิดปกติของการเผาผลาญ                     ความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารจำพวกแป้งและน้ำตาลทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลิน ซึ่งเป็นสาเหตุที่นำไปสู่การเกิดโรคเบาหวาน โดยเฉพาะเด็กอ้วนที่พ่อหรือแม่เป็นเบาหวานมีโอกาสที่จะเป็นเบาหวาน 14% หรือถ้าพ่อและแม่เป็นเบาหวานมีโอกาสที่เด็กอ้วนจะเป็นเบาหวาน 40% 

• ภาวะไขมันในเลือดสูง                     เมื่อตรวจเลือดในผู้ป่วยที่อ้วนพบว่ามีระดับไขมันสูงทั้งโคเลสเตอรอล, ไตรกลีเซอร์ไรด์ และไขมันชนิดไม่ดี LDL-C ทำให้พบอุบัติการณ์ของโรคหลอดเลือดและหัวใจมากขึ้นเมื่อเป็นผู้ใหญ่

• โรคระบบทางเดินหายใจ                     เด็กอ้วนเสี่ยงต่อการหยุดหายใจเมื่อหลับสนิท เนื่องจากมีไขมันสะสมในกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อรอบทางเดินหายใจส่วนบน ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง มีปัญหาออกซิเจนในเลือดลดต่ำลงขณะนอนหลับ ส่งผลต่อการเจริญเติบโตมีอาการปวดศีรษะ ปัสสาวะรดที่นอน ซน สมาธิสั้น หลับกลางวัน เรียนไม่รู้เรื่อง ระดับสติปัญญาต่ำ และอาจเป็นมากจนมีการทำงานของหัวใจและปอดแย่ลง ทำให้ต้องใส่เครื่องช่วยหายใจขณะนอนหลับ

• ระบบทางเดินอาหารและตับ                     เด็กอ้วนเสี่ยงต่อการมีนิ่วในถุงน้ำดีได้ง่าย มีไขมันสะสมในตับมาก ทำให้เกิดตับอักเสบ มีพังผืดในตับ ตับแข็ง และอาจนำไปสู่การเป็นมะเร็งในตับได้

• ผิวหนังผิดปกติ                     เด็กอ้วนมักมีผิวหนังหนาและดำคล้ำบริเวณรักแร้ คอ และขาหนีบ มีแผลถลอกจากการเสียดสี เป็นแผลพุพอง และมีการติดเชื้อที่ผิวหนังได้ง่าย

• ปัญหาด้านสุขภาพจิต                     เด็กอ้วนมักถูกเพื่อนล้อเลียน ประกอบกับความล้มเหลวด้านการเรียนและระดับสติปัญญาที่ด้อยกว่า ทำให้เกิดปัญหาในการเข้าสังคม ขาดความเชื่อมั่นในตนเอง รู้สึกตนเองไร้ค่า เป็นโรคซึมเศร้า บางครั้งถึงขั้นอยากฆ่าตัวตาย ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้ ยังส่งผลกระทบย้อนกลับไปทำให้ผลการเรียนต่ำอีกด้วย แนวทางการรักษาโรคอ้วนในเด็กและวัยรุ่น  การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม, อุปนิสัยการรับประทานอาหาร, กิจกรรมการดำเนินชีวิตประจำวันที่เหมาะสม หรือ เรียกว่า ปรับเปลี่ยน “Lifestyle Modification” รวมทั้งเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนต่างๆ จุดมุ่งหมายในการป้องกันและรักษาโรคอ้วนในเด็ก เป็นการทำให้เด็กมีการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสมตามวัย โดยการดูแลให้มีอัตราการเพิ่มน้ำหนักและความสูงที่สมดุลกัน เพื่อที่จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรง และมีสุขภาพจิตที่ดีต่อไป

5 วิธีง่ายๆ ในการลดความอ้วน

1. รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ แต่พยามยามลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และไขมัน และไม่ควรงดมื้อใดมื้อหนึ่ง เพราะอาจทำให้คุณรับประทานอาหารมื้อถัดไปมากขึ้น ที่สำคัญควรรับประทานประเภทผักใบเขียว เพราะจะมีใยอาหารอยู่มาก

2. พยายามดื่มน้ำก่อนอาหาร เพื่อถ่วงกระเพาะอาหาร ซึ่งจะทำให้ทานอาหารได้น้อยลง หรือเลือกรับประทานใยอาหารก่อนอาหารประมาณครั้งชั่วโมงแทน

3. เพื่อผลทางจิตวิทยา ควรใช้ภาชนะเล็กลง โดยมีปริมาณอาหารเท่าเดิม เพื่อให้ดูว่ามีอาหารมากขึ้น และควรใช้ช้อนขนาดเล็ก เพื่อจะได้รับประทานช้าลง ที่สำคัญควรฝึกเคี้ยวช้าๆ จะทำให้รับประทานอาหารได้น้อยลง และรู้สึกอิ่มได้เร็วขึ้น

4. หาเวลาออกกำลังกายที่เหมาะสมมากขึ้น มักมีความเชื่อผิดๆ กันว่า การออกกำลังกายมากขึ้น จะทำให้หิวเร็วและรับประทานอาหารมากขึ้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว การที่ไม่ได้ออกกำลังกาย จะทำให้รู้สึกเบื่อหน่าย จึงมักขจัดความเบื่อนี้ด้วยการรับประทาน การออกกำลังกายจึงเป็นวิธีช่วยลดความเบื่อหน่าย และเพิ่มการใช้พลังงานเพื่อเผาผลาญไขมันสะสมให้ลดน้อยลง

5. สร้างสิ่งจูงใจ หรือทัศนคติดีๆ ต่อพฤติกรรมใหม่ๆ เช่น การเขียนข้อความเกี่ยวกับการลดความอ้วน หรือชุดสวยๆ ในสมัยก่อนที่เคยใส่ได้ เพื่อให้เห็นถึงเป้าหมาย และสามารถกระตุ้น หรือจูงใจให้มีความพยายามมากขึ้น และที่สำคัญที่สุด พยายามพักผ่อนให้มาก


การเลือกรับประทานสารอาหารที่ครบถ้วน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการที่ดี ได้แก่

อาหารที่มีคุณภาพ คือ อาหารที่มีสารอาหารที่ร่างกายต้องการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเด็ก ซึ่งเป็นวัยที่กำลังเติบโตตลอดเวลา เป็นช่วงวัยที่ร่างกายต้องการสารอาหารที่จำเป็น เพื่อนำไปใช้ในการเสริมสร้างการเจริญเติบโตของกระดูก กล้ามเนื้อ ร่างกายและสมอง สารอาหารเหล่านี้ เช่น

โปรตีน เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย เสริมสร้างกระดูก กล้ามเนื้อ และ เซลล์เนื้อเยื่อที่สำคัญคือเซลล์สมอง อาหารตามธรรมชาตินั้นมีโปรตีนอยู่มากบ้างน้อยบ้าง อาหารที่ให้โปรตีนสูงและเป็นโปรตีนที่มีคุณภาพซึ่งเด็กๆ จะต้องทานให้มาก ได้แก่ นม ไข่ เนื้อสัตว์ เช่น ปลา ไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นม ส่วนในถั่วเมล็ดแห้งก็มีโปรตีนสูงเช่นกัน แต่มีคุณค่าทางอาหารรองลงมาจากกลุ่มโปรตีนที่มาจากนม และเนื้อสัตว์ 

คาร์โบไฮเดรต ให้พลังงานในการดำรงชีวิต เคลื่อนไหว ทำกิจกรรมต่างๆ และให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย เด็กๆ ในวัยเจริญเติบโตใช้พลังงานมากจึงจำเป็นต้องได้รับอาหารกลุ่มนี้อย่างเพียงพอ อาหารที่ให้คาร์โบไฮเดรตคือ ข้าว นอกจากนั้นคือแป้ง ผลิตภัณฑ์จากแป้ง เช่น ก๋วยเตี๋ยว เผือก มันน้ำตาล เป็นต้น

เกลือแร่ เสริมสร้างการเจริญเติบโต และการทำงานของอวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ผัก ผล ไม้ เนื้อ นม ไข่ 

แคลเซียม จำเป็นต่อการสร้างกระดูกและฟัน มีมากในอาหารประเภทนมและปลาเล็กปลาน้อย ที่ทานทั้งกระดูก แต่โดยทั่วไปแล้วเด็กๆ มักจะไม่ค่อยชอบทานปลาเหล่านี้นัก 

ธาตุเหล็ก ปัญหาการขาดธาตุเหล็ก เป็นปัญหาสำคัญที่พบบ่อยในเด็ก เหล็กมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีผลต่อทั้งร่างกายและการเรียนรู้ของเด็ก เด็กที่ขาดธาตุเหล็กจะมีอาการซึมเศร้า เฉื่อย เรียนรู้ช้า ถ้าขาดมากอาจมีอาการของหัวใจล้มเหลวได้ อาหารสำคัญที่ให้ธาตุเหล็กคือตับ เครื่องในสัตว์ ผักใบเขียว 

วิตามิน เป็นสารอาหารที่ร่างกายต้องการในปริมาณน้อย แต่จำเป็นและสำคัญต่อร่างกาย เพราะวิตามินทำหน้าที่เหมือนกับน้ำมันหล่อลื่นให้เครื่องยนต์ต่างๆ ทำงาน วิตามินช่วยกระบวนการเผาผลาญสารอาหารเพื่อให้พลังงานแก่ร่างกายและช่วยให้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำหน้าที่ได้ ตามปกติไม่เป็นโรค 

วิตามิน เอ ช่วยให้ผนังบุลำไส้ หลอดลม ถุงลม ท่อปัสสาวะแข็งแรง ช่วยป้องกันการติดเชื้อ ในระบบทางเดินอาหาร การหายใจและปัสสาวะ มีคุณค่าแก่สายตา วิตามินเอ มีมากใน ไข่แดง ตับ ผักใบเขียว มะละกอสุก 

วิตามิน ดี เพื่อการเจริญเติบโตของร่างกาย ช่วยให้ลำไส้ดูดซึมแคลเซียมเพื่อนำไปใช้ในการสร้างกระดูกได้ดี มีมากในนม ในแสงแดดก็มีวิตามินดีเช่นกัน ถ้าขาดวิตามินดีจะเป็นโรคกระดูกอ่อน ทำให้ขาโก่ง ฟันผุ ตัวแคระแกรน

วิตามิน บี รวมพบในอาหารประเภทข้าว นม ไข่ ตับ ผลไม้ วิตามินบี 1 มีมากในข้าวซ้อมมือ นม ไข่ แต่จะถูกทำลายด้วยความร้อน ถ้าขาดวิตามินบี 1 จะทำให้เบื่ออาหาร ไม่โต ชาตามปลายมือปลายเท้า (โรคเหน็บชา) บางรายอาจมีอาการของหัวใจล้มเหลวได้

วิตามิน ซี มีมากในผลไม้พวกส้ม ผักสดและผลไม้สด วิตามินซีจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของกระดูก ฟัน และเส้นเลือด 

ดี เอช เอ มีมากในปลาทะเล เป็นสารอาหารที่จะเป็นสำหรับเด็กทั้งก่อนวัยเรียน และในวัยเรียน ช่วยเสริมสร้างการพัฒนาการของสมอง และสายตา ช่วยเสริมสร้างความจำ และป้องกันการเกิดโรคสมาธิสั้นในเด็ก

ปริมาณวิตามิน และสารอาหารที่เด็กควรได้รับในแต่ละวัน

        ใน 1 วันนั้นสำหรับเด็กในวัยขวบปีแรก โดยเฉพาะ 3 เดือนแรกนมแม่นับเป็นอาหารที่สำคัญที่สุดเพราะประกอบด้วยสารอาหารและวิตามินต่างๆ ในปริมาณที่พอเหมาะแก่ความต้องการของทารก ทั้งยังมีภูมิต้านทานโรค เมื่อครบ 3 เดือนควรเริ่มให้อาหารเสริม ซึ่งช่วงวัยนี้จนถึง 1 ปี นมยังคงเป็นอาหารหลักที่สำคัญที่สุด โดยหลักๆ อาหารของลูกในวัยครบ 3 เดือน ควรเริ่มให้ข้าวบดใส่น้ำแกงจืดสลับกล้วยครูด ครบ 4 เดือน ข้าวบดกับไข่แดงต้มสุก ตับ ถั่วต้มเปื่อย ครบ 5 เดือน เริ่มทานปลา ฟักทอง ผักบด ครบ 6 เดือน ให้อาหารเสริมเป็นอาหารหลัก 1 มื้อ ครบ 7 เดือน เริ่มเนื้อสัตว์บด ไข่ทั้งฟอง ครบ 8 - 9 เดือน อาหารมื้อหลัก 2 มื้อ และครบ 10-11 เดือน อาหารมื้อหลัก 3 มื้อ          เมื่อเด็กเติบโตเข้าวัย 1-6 ปี นมยังคงเป็นอาหารเสริมที่สำคัญ โดยมื้อหลักเด็กควรได้อาหารครบทั้ง 5 หมู่ คือ เนื้อสัตว์ เครื่องในสัตว์ (อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง) ไข่วันละฟอง ถั่ว ข้าว ผัก และผลไม้ ไขมัน และดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว โดยควรเลือกนมที่เสริมธาตุเหล็กและวิตามิน อายุ 6-12 ปี คงต้องเน้นอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะเนื้อสัตว์ถั่ว ข้าว ผัก และผลไม้และดื่มนมวันละ 2-3 แก้ว

สารอาหารที่แนะนําให้บริโภคประจําวันสําหรับคนไทยอายุตั้งแต่ 6 ปีขึ้นไป (Thai RDI)

สารอาหาร (Nutrient) 1. ไขมันทั้งหมด (Total Fat) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 65* กรัม (g)


2. ไขมันอิ่มตัว (Saturated Fat)     ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 20* กรัม (g) 


3. โคเลสเตอรอล (Cholesterol) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 300 มิลลิกรัม (mg) 


4. โปรตีน (Protein) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 50* กรัม (g)


 5. คาร์โบไฮเดรตทั้งหมด (Total Carbohydrate) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 300* กรัม (g) 


6. ใยอาหาร (Dietary Fiber) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit)

- 25 กรัม (g) 


7. วิตามินเอ (Vitamin A) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 800 ไมโครกรัม อาร์ อี (μg RE) 


8. วิตามินบี 1(Thiamin) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 1.5 มิลลิกรัม (mg) 


9. วิตามินบี 2 (Riboflavin) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 1.7 มิลลิกรัม (mg) 


10. ไนอะซิน (Niacin) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 20 มิลลิกรัม เอ็น อี (mg NE) 


11. วิตามินบี 6 (Vitamin B6) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 2 มิลลิกรัม (mg) 


12. โฟเลต (Folate) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 200 ไมโครกรัม (μg) 


13. ไบโอติน (Biotin) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 150 ไมโครกรัม (μg) 


14. กรดแพน โทธินิค (Pantothenic Acid) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 6 มิลลิกรัม (mg) 


15. วิตามินบี 12 (Vitamin B12) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 2 ไมโครกรัม (μg) 


16. วิตามินซี (Vitamin C) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 60 มิลลิกรัม (mg) 


17. วิตามินดี (Vitamin D) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 5 ไมโครกรัม (μg) 


18.  วิตามินอี (Vitamin E) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 10 มิลลิกรัมแอลฟา-ที อี (mg α-TE) 


19. วิตามินเค (Vitamin K) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 80 ไมโครกรัม (μg) 


20. แคลเซียม (Calcium) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 800 มิลลิกรัม (mg) 


21. ฟอสฟอรัส (Phosphorus) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 800 มิลลิกรัม (mg) 


22. เหล็ก (Iron) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 15 มิลลิกรัม (mg) 


23. ไอโอดีน (Iodine) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 150 ไมโครกรัม (μg) 


24. แมกนีเซียม (Magnesium) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 350 มิลลิกรัม (mg) 


25. สังกะสี (Zinc) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 15 มิลลิกรัม (mg) 


26. ทองแดง (Copper) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 2 มิลลิกรัม (mg) 


27. โพแทสเซียม (Potassium) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 3,500 มิลลิกรัม (mg) 


28. โซเดียม (Sodium) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 2,400 มิลลิกรัม (mg) 


29. แมงกานีส (Manganese) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 3.5 มิลลิกรัม (mg) 


30. ซีลีเนียม (Selenium) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 70 ไมโครกรัม (μg) 


31. ฟลูออไรด์ (Fluoride) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 2 มิลลิกรัม (mg) 


32. โมลิบดินัม (Molybdenum) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit)

- 160 ไมโครกรัม (μg) 


33. โครเมียม (Chromium) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 130 ไมโครกรัม (μg)  

34. คลอไรด์ (Chloride) ปริมาณที่แนะนำต่อวัน(Thai RDI)/ หน่วย (Unit) - 3,400 มิลลิกรัม (mg)


#vitamin #kids ดูวิตามินอาหารเสริมจาก Mega wecare เพื่อสุขภาพของลูกน้อยของคุณในวันนี้ https://www.sirivejpharma.com/product-page/%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%81-%E0%B8%B2-%E0%B8%A7-%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A3-%E0%B9%81%E0%B8%84%E0%B8%A5-%E0%B8%94-%E0%B8%8A-%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B9%82%E0%B8%81-%E0%B8%8A-%E0%B8%A7%E0%B8%AA-cal-d-choco-chewz


Cr. Mega We Care



  • ร้านยา ศิริเวช