ดูแลตัวเองให้ ดีต่อใจและ ดีต่อ หลอดเลือด

อัพเดตเมื่อ: 15 มี.ค. 2019


 


โคเอนไซม์ คิวเทน มีความสำคัญมากในการสร้างพลังงานพื้นฐานของเซลล์ ทำให้เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ ของร่างกายทำงานเป็นปกติ พบมากในอวัยวะที่ต้องการพลังงานสูง โดยเฉพาะหัวใจ หากขาดโคเอนไซม์ คิวเทน จะทำให้ร่างกายขาดพลังงานไปอย่างมาก ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของหัวใจลดลง

        จากความสำคัญของ โคเอนไซม์ คิวเทน ในการสร้างพลังงานของเซลล์ และการเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่ช่วยปกป้องและชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย จึงมีการนำมาใช้ เพื่อประโยชน์ต่อระบบหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคหัวใจคั่งเลือด (Congestive Heart Failure) อาการเจ็บหน้าอกจากหัวใจขาดเลือด (Angina Pectoris) ความดันโลหิตสูง โดยพบว่าช่วยให้กล้ามเนื้อหัวใจทำงานดีขึ้น อาการของโรคหัวใจดีขึ้น ความดันโลหิตในผู้ที่มีความดันโลหิตสูงลดลง โดยทั่วไปถ้ามีปัญหาโรคความดันโลหิตสูง ควรได้รับโคเอนไซม์ คิวเทน วันละ 100 มิลลิกรัม




Fish Oil หรือน้ำมันปลา ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสารอาหารที่มีประโยชน์ต่อหัวใจอย่างมาก เพราะน้ำมันปลาจัดว่าเป็นกรดไขมันจำเป็น (Essential Fatty Acid) ที่จำเป็นต่อร่างกาย ในปี ค.ศ. 1970 มีผู้ค้นพบว่า ชาวเอสกิโมซึ่งบริโภคปลาเป็นอาหารหลัก เมื่อมีการตรวจเลือดจะพบว่ามีเลือดใสกว่าปกติ เพราะเกร็ดเลือดไม่สามารถรวมตัวกันได้ จึงเป็นเหตุผลในการสนับสนุนว่าน้ำมันปลา มีพลังในการป้องกันการเกิดโรคหัวใจได้อย่างน่าอัศจรรย์ เนื่องจากน้ำมันปลาเป็นแหล่งของกรดไขมันชนิดโอเมก้า-3

        น้ำมันปลา ให้สารสำคัญ คือ โอเมก้า-3 (Omega-3 Fats) ซึ่งประกอบด้วย สารสำคัญ 2 ชนิด คือ EPA และDHA โดยที่จากรายงานการแพทย์จำนวนมากพบว่า มีผลในช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและหลอดเลือด เนื่องจากจะช่วยในการลดไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด เพิ่มการไหลเวียนของเลือด ป้องกันไม่ให้ไขมันเกาะติดที่ผนังหลอดเลือด รักษาความยืดหยุ่นและป้องกันหลอดเลือดอุดตัน อันเป็นสาเหตุหลักของการเกิดโรคหัวใจตามมาในที่สุด     สามารถนำน้ำมันปลามาใช้ในผู้ที่มีความเสี่ยงในการเกิดโรคหัวใจ ถ้ามีการตรวจพบว่าเริ่มมีระดับของไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดเริ่มสูงมากกว่า 150 มก./เดซิลิตร หรือมีระดับของความดันโลหิตสูงอย่างต่อเนื่อง และยังสามารถใช้ในผู้ที่มีแนวโน้วจะมีระดับของไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือดสูงได้ เช่น ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก ผู้ที่ทำงานนั้งโต๊ะเป็นประจำ ผู้ที่อยู่ในวัยใกล้หมดประจำเดือน ผู้ที่ดื่มแอลกฮอล์และสูบบุหรี่มาก    สำหรับผู้ที่มีปัญหาความดันโลหิตสูง ควรรับประทานน้ำมันปลาวันละ 3,000 มิลลิกรัม


 วิตามินซี มีการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร American College of Nutritionในปี 2001 พบว่า ผู้เข้าร่วมการวิจัย 8,453 คนที่เป็นโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด พบว่าการได้รับวิตามิน ซี ในขนาดต่ำ จะเพิ่มความเสี่ยงต่ออัตราการตายจากโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจและหลอดเลือด และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งในปอดโดยเฉพาะในผู้ชาย

        และยังมีการศึกษาที่มหาวิทยาลัยคาลาบาร์ ประเทศไนจีเรีย พบว่าหนูทดลองที่ได้รับวิตามิน ซี 100 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัวใน 30 วัน มีอัตราการลดลงของคลอเลสเตอรอลรวมอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสัมพันธ์กับการศึกษาที่พบในคน ซึ่งค้นพบโดยบังเอิญ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคตาในลอนดอน พบว่าการรับประทานวิตามิน ซี ทุกวัน ในขนาด 3,000 มิลลิกรัม ถึง 10,000 มิลลิกรัม ช่วยทำให้เส้นเลือดขนาดเล็กในดวงตา ที่มีปัญหาตีบตันจากระดับไขมันในเลือดสูง สามารถกลับมาทำงานได้อีก จึงช่วยลดความเสี่ยงในการมองไม่เห็น ซึ่งเป็นผลของการที่วิตามิน ซี สามารถช่วยลดคลอเลสเตอรอลได้นั่นเอง






#FishOil #น้ำมันปลา #หัวใจ #หลอดเลือด

Cr. Mega we care

  • ร้านยา ศิริเวช